ขายตรงอาเซียน (AEC MLM) : รุกตลาด “ขายตรงเวียดนาม (Vietnam)” เร่งกำจัด “จุดอ่อน” ชิงผู้บริโภค

“เวียดนาม” วันนี้ถือเป็น “ตลาดใหญ่” ที่ทั้ง “ตลาดค้าปลีก”และ “ตลาดขายตรง” มองไปที่จำนวนผู้บริโภคกลุ่มเดียวกัน ประมาณ 90 ล้านคน

“เวียดนาม” เป็นประเทศยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ในกลุ่ม “อาเซียน” ด้วยจำนวน ประชากรประมาณ 90 ล้านคน รองจาก “อินโดนีเซีย” และ ”ฟิลิปปินส์” และเป็นประเทศ “คู่แข่ง” ที่สำคัญของ “ไทย” ที่ประมาทไม่ได้ ทั้งเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเมืองที่มีเสถียรภาพมากกว่า ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มองข้ามไม่ได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเข้าไป “ลงทุน” เพราะปัจจุบัน “ไทย” ติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศของผู้ลงทุนรายใหญ่ของ “เวียดนาม” ไปแล้ว

กว่า 20 ปีมาแล้วที่ “เวียดนาม” ได้ใช้นโยบายปฏิรูปที่เรียกว่า “Doi Moi” มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรมีการพัฒนาในลำดับที่ดีขึ้น ล่าสุดถูกจัดให้เป็นประเทศในกลุ่ม “อาเซียน” ที่มีสัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสูงสุด อันดับ 2 รองจาก “ฟิลิปปินส์” คือร้อยละ 67 เมื่อเทียบกับ GDP

“สินค้าไทย” เป็นต่อ “เวียดนาม” ขานรับ “มีคุณภาพ”

โดย “พฤติกรรมการบริโภค” ของ “ชาวเวียดนาม” นั้นยังคงอยู่กับ “วิถีชีวิต” ใกล้เคียง จากเดิมที่เป็นอยู่ แต่ “ทัศนคติ” ที่มีต่อ “สินค้าไทย” เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาด อย่าง “จีน-เกาหลีใต้-ไต้หวัน-สิงคโปร์-ยุโรป” หรือแม้แต่ “เวียดนาม” เอง ยังเป็นที่ยอมรับในเรื่องของ “คุณภาพ” และ “ราคา” ที่สมเหตุสมผลจนได้ รับ “ความนิยม” สูงกว่า ซึ่งสินค้าบางประเภทถึง ขนาดถูกนำไปลอกเลียนแบบเพื่อจำหน่ายหวังดึง ผู้บริโภคที่ใช้สินค้าไทย แต่ด้วย “ราคา” ในระดับที่ สมเหตุสมผลรวมกับ “คุณภาพ” ที่เหนือกว่ากลาย เป็นการเพิ่มความถี่ในการบริโภคที่เพิ่มขึ้นและสืบ เนื่องมายาวนานจนกลายเป็นความคุ้นเคยกับ สินค้าไทย

ไม่เว้นแม้แต่ “ตลาดเครื่องสำอาง” ใน “เวียดนาม” ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดย เฉพาะประเภท “ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว” มีสินค้า แบรนด์ข้ามชาติครองตลาดอยู่แล้วถึงร้อยละ 57 และเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของคนไทย แต่ “ผู้บริโภคชาวเวียดนาม” ก็ยังมีความชื่นชอบในสินค้าที่ ผลิตโดย “คนไทย” ไม่ว่าจะเป็น “ผลิตภัณฑ์บำรุง ผิว-แชมพู-สบู่” เป็นต้น

ดังนั้น “คุณภาพสินค้าไทย” ที่ถูก “ชาวเวียดนาม” ยกระดับให้เป็นต่อเหนือประเทศคู่แข่ง สิ่งหนึ่งที่ “ผู้ประกอบการคนไทย” จะทอดทิ้งไม่ได้ คือการรักษากลุ่ม “ผู้บริโภคเดิม” รวมถึงการเพิ่มฐาน ”กลุ่มผู้บริโภคใหม่” และ ”ต่อยอดผลิตภัณฑ์” ออกไปเพื่อความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว

ส่วน “ตลาดอาหารเสริม” ใน “เวียดนาม” นั้น “ทางการ” จะค่อนข้างเข้มงวดให้เป็นไปตาม “กฏหมาย” แต่ใช่จะปิดกั้นเลยเสียทีเดียวหากแต่ การดำเนินธุรกิจเพื่อจัดจำหน่ายจะต้องขออนุญาตจาก “ทางการ” ก่อนเพราะไม่สามารถ “จำหน่ายตรงให้กับผู้บริโภคได้” จะต้องผ่าน “กลุ่มผู้แทนจำหน่าย” หรือ “กลุ่มพ่อค้าคนกลาง” ให้ทำหน้าที่กระจายสินค้าเท่านั้น